ในยุคที่หนังโรแมนติกคอมเมดี้มักจบลงด้วยแฮปปี้เอนดิ้งแบบเดิม ๆ เทพบุตรรักเกินร้อย (How to Be) กลับเลือกเดินเส้นทางที่แตกต่าง หนังนำเสนอเรื่องราวของชายหนุ่มที่กำลังสับสนในชีวิต โดยมีกูรูด้านการพัฒนาตนเองเป็นตัวแปรสำคัญ ผลงานปี 2008 ชิ้นนี้เป็นเหมือนของสะสมหายากสำหรับแฟน ๆ โรเบิร์ต แพตทินสัน ที่อยากเห็นเขาในบทบาทที่ดิบและเป็นธรรมชาติ ก่อนจะก้าวสู่การเป็นแวมไพร์ขวัญใจวัยรุ่น
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
อาร์ต (โรเบิร์ต แพตทินสัน) หนุ่มลอนดอนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตวัย 20 กว่า เขารู้สึกว่าชีวิตติดหล่ม ไม่มีเป้าหมาย และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ย่ำแย่ ด้วยความสิ้นหวัง เขาจึงตัดสินใจเชิญ ดร.เลวี เอลลิงตัน (พาวเวล โจนส์) กูรูชาวแคนาดาผู้เขียนหนังสือแนวพัฒนาตนเอง มาเป็นโค้ชชีวิตส่วนตัวที่บ้านของเขา การมาถึงของกูรูผู้ประหลาดทำให้ชีวิตของอาร์ตพลิกผันไปในทางที่คาดไม่ถึง ทั้งสองต้องเผชิญกับบททดสอบที่ทั้งขบขันและซับซ้อน ระหว่างทางอาร์ตได้เรียนรู้ว่าการ 'เป็น' ตัวจริงอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด
งานการแสดงและตัวละคร
โรเบิร์ต แพตทินสัน ถ่ายทอดอารมณ์สับสนของอาร์ตได้อย่างน่าเชื่อถือ ในช่วงที่เขายังไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ การแสดงของเขาดูเป็นธรรมชาติและมีเลเยอร์ โดยเฉพาะฉากที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความไร้สาระของกูรู ด้านพาวเวล โจนส์ ในบทดร.เลวีก็ทำได้ดี สร้างตัวละครที่ทั้งน่าขันและน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน เคมีระหว่างทั้งสองเข้ากันได้ดี ทำให้ฉากที่ทั้งคู่โต้เถียงกันสนุกและมีชีวิตชีวา
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ผู้กำกับ โอลิเวอร์ เออร์วิง เลือกใช้โทนภาพที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่งมากเกินไป สะท้อนบรรยากาศอึมครึมของลอนดอนที่สอดคล้องกับอารมณ์ของตัวเอก การใช้ภาพนิ่งและมุมกล้องแบบสารคดีช่วยเพิ่มความรู้สึกสมจริง ดนตรีประกอบเรียบง่ายแต่ช่วยขับเคลื่อนอารมณ์ในฉากสำคัญได้ดี โดยเฉพาะเพลงอินดี้ร็อกที่แทรกเข้ามาเป็นระยะ แม้จะไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่ทำให้เสียอรรถรส
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
เทพบุตรรักเกินร้อย ไม่ใช่หนังตลกทั่วไปที่หวังจะทำให้คุณหัวเราะท้องแข็ง แต่มันคือหนังที่แฝงคำถามเกี่ยวกับการค้นหาตัวตนและความหมายของชีวิต การเสียดสีวงการพัฒนาตนเองที่เน้นขายฝันเป็นประเด็นที่หนังทำได้เฉียบคม ดร.เลวีเป็นสัญลักษณ์ของกูรูที่ไร้แก่นสาร แต่กลับได้รับความเชื่อถือจากคนที่อ่อนแอ หนังชวนให้เราตั้งคำถามว่าเรากำลังวิ่งตามคำแนะนำของคนอื่นหรือเปล่า หรือเรากำลังหลงเชื่อในสิ่งที่ฟังดูดีแต่ไร้สาระ บทสรุปของหนังอาจไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้หนังน่าสนใจ เพราะชีวิตจริงก็ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
สรุป
สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของโรเบิร์ต แพตทินสันที่อยากเห็นผลงานก่อนแวมไพร์ชื่อก้องโลก หรือคนที่ชอบหนังอินดี้แนวชีวิตที่แฝงปรัชญาและอารมณ์ขันแบบเสียดสี <strong>เทพบุตรรักเกินร้อย</strong> เป็นหนังที่คุ้มค่าแก่การหาเวลาดู แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็มีเสน่ห์และแง่คิดที่ทำให้คุณยิ้มและขบคิดไปพร้อมกัน
👍 จุดเด่น
- +การแสดงของโรเบิร์ต แพตทินสันที่ดูเป็นธรรมชาติ ก่อนจะโด่งดัง
- +บทเสียดสีวงการพัฒนาตนเองได้คมและมีชั้นเชิง
- +เคมีระหว่างตัวละครหลักสองคนสร้างความสนุกและขบขัน
👎 จุดด้อย
- −จังหวะของหนังช้าและอาจน่าเบื่อสำหรับคนที่ชอบหนังเร็ว
- −เนื้อเรื่องบางช่วงดูยืดเยื้อและขาดทิศทางที่ชัดเจน
- −มุขตลกบางอย่างไม่ถูกจริตผู้ชมทั่วไป
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หนังเล่าเรื่องของอาร์ต หนุ่มหลงทางที่จ้างกูรูชาวแคนาดามาเป็นโค้ชชีวิต เพื่อช่วยให้เขาค้นพบตัวเอง แต่กลับต้องเจอกับบทเรียนที่คาดไม่ถึง
โรเบิร์ต แพตทินสันอายุ 22 ปีขณะถ่ายทำ How to Be ซึ่งออกฉายในปี 2008 ก่อนที่เขาจะได้รับบทเอ็ดเวิร์ด คัลเลนใน Twilight
ปัจจุบันหนังสามารถเช่าหรือซื้อผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เช่น Amazon Prime Video หรือ Apple TV แต่ในไทยอาจหายาก ต้องเช็คตามบริการสตรีมมิ่งที่ให้บริการ
หนังมีจังหวะช้าและเน้นบทสนทนา อาจน่าเบื่อสำหรับคนที่ชอบหนังแอคชันหรือคอมเมดี้เร็ว แต่แฟนโรเบิร์ต แพตทินสันที่ชอบผลงานอินดี้จะเพลิดเพลิน